วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

มาดูบุคลิกภาพต่างๆ ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไรกันบ้าง
มาดูบุคลิกภาพต่างๆ ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไรกันบ้าง

   คนเรานั้น บ้างก็อาจจะมีรูปร่าง, หน้าตา และ ผิวพรรณ ที่คล้ายคลึงกัน แต่ในเรื่องของบุคลิกอุปนิสัยใจคอนั้นส่วนใหญ่มักจะแตกต่างกันออกไป เพราะในบางครอบครัว ถึงจะเกิดมาเป็นพี่น้องกัน เลี้ยงดูเติบโตมาในสภาพแวดล้อมเดียวกัน แต่กลับมีอุปนิสัย หรือ บุคลิก แตกต่างกันชัดเจน ซึ่งแต่ละอุปนิสัยก็จะมีข้อดี หรือ เอกลักษณ์ของตนที่จะสื่อความเป็นตัวเองของคน ๆ นั้นชัดเจนขึ้นนะคะ ว่าแต่ คุณรู้หรือเปล่า อุปนิสัย หรือ บุคลิแบบนี้ ในภาษาอังกฤษเขาจะเรียกกันว่าอย่างไร
                 เริ่มจากกลุ่มบุคคลที่มักจะตื่นนอนแต่เช้าเพื่อออกไปทำงาน หรือ ทำกิจกรรมต่าง ๆ กลุ่มคนแบบนี้จะตื่นเช้าเป็นประจำไม่ว่าวันนั้นจะเป็นวันหยุดหรือไม่ก็ตาม ในภาษาอังกฤษนั้นเราจะเรียกผู้ที่มีพฤติกรรมแบบนี้ว่า An early bird ค่ะ อย่างเช่น “Patiphan is an early bird, no matter how heavy rain it is, he always arrives in the office as the first one every morning.” หมายความว่า “ปฏิภาณเป็นคนประเภทชอบตื่นมาทำอะไรแต่เช้า ไม่ว่าฝนจะตกหนักแค่ไหน เขาก็มาถึงออฟฟิสก่อนใครเป็นคนแรกเสมอ ๆ ทุก ๆ เช้าเลยนะ” 
                  ส่วนในกลุ่มคนที่มักจะชอบทำอะไรโน่น นี่ นั่น ในช่วงดึก ๆ นั่น ประเภทตี 2 หรือ ตี 3 ก็ทำอะไรพวกเขาไม่ได้ เพราะสมาธิและความสงบในยามวิกาลเป็นสิ่งที่เข้าทางเขาที่สุด หากคุณเองก็เป็นหนึ่งในนั้น รู้ไว้เลยว่า คุณคือ A night owl หรือ นกฮูกกลางคืน นั่นเองค่ะ อย่างเช่นว่า “Don’t be worry, I can work out for you the whole night. Don’t you know I am a night owl.” หมายความว่า “อย่ากังวลไปเลย ฉันจะทำให้คุณตลอดทั้งคืนเลยนะ คุณไม่รู้หรอกหรือว่าฉันนี่แหละ เป็นคนที่ชอบอยู่ดึก ๆ ทำอะไรอย่างนี้อยู่แล้วหล่ะ”  แต่ถ้าเราไปเจอกลุ่มคนที่ใจกล้า บ้าบิ่น หรือ พุ่งเข้าชน ไม่กลัวอะไรกล้าได้กล้าเสีย เราจะเรียกผู้ที่มีอุปนิสัยแบบนี้ว่า daring ค่ะ เป็น Adjective มาจากคำกริยา Dare ที่แปลว่า กล้า นั่นแหละค่ะ อย่างเช่น Katiya is daring, I have never seen her fear from anything. I think she will not give up easily and will fight back soon. หมายความว่า “กติยาเป็นคนกล้าบ้าบิ่นนะ ฉันไม่เคยเห็นเธอกลัวอะไรเลย ฉันคิดว่าเธอจะไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ หรอก และเธอจะสู้กลับในไม่ช้า”  แต่ก็มีบางคนนะคะ ที่อาจจะโมโหง่ายแต่ก็หายโกรธในเวลาไม่ช้า เราจะเรียกเขา หรือ เธอ เหล่านี้ว่า Hasty ค่ะ แต่ในอีกความหมายหนึ่งก็คือ “ขี้หงุดหงิด” ค่ะ เช่น Preeda is hasty, he will be in good mood soon. ก็คือ “ปรีดาเป็นคนโกรธง่ายหายไว เดี๋ยวเขาก็อารมณ์ดีเองหล่ะ”

แหล่งที่มา : http://www.salapanya.com
รวมประโยคภาษาอังกฤษเกี่ยวกับความรัก หวานๆ โดน ๆ
รวมประโยคภาษาอังกฤษเกี่ยวกับความรัก หวานๆ โดน ๆ

“รักไม่มีพรมแดน รักไม่มีศาสนา” เป็นเนื้อเพลงที่บอกเล่าถึงความรักได้เป็นอย่างดีเลยว่ามั๊ยค่ะ ถ้าใครบังเอิญไปตกหลุมรัก หรือ หลงเสน่ห์ สาวต่างชาติ หรือ หนุ่มต่างแดน เข้าให้แล้วหล่ะก็ อย่ามัวลังเลเดินหน้าลุยและแสดงออกความรู้สึกกันไปเลยค่ะ หรือจะเริ่มจากมารู้จักสำนวนภาษาอังกฤษเกี่ยวกับความรักกันก่อนดีมั๊ยค่ะ
               ถ้าคุณเกิดหลงรัก หรือ ไปรู้สึกถูกใจใครคนหนึ่งเข้าอย่างจังแล้วหล่ะก็ อาการรักแบบนี้ ในภาษาอังกฤษเขาใช้สำนวนที่ว่า to be smitten with someone ศัพท์คำว่า smitten นั้นเป็นกริยาข่อง 3 ของคำว่า smite ที่แปลว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในใจ หรือ อาการทรมานในหัวใจ ค่ะ ซึ่งพอมารวมเป็นสำนวนก็จะสื่อถึงความรู้สึกรักที่เรียกว่า “หลงรัก” นั่นแหล่ะค่ะ
               สมมุติคุณจะเล่าให้เพื่อนฟังว่าคุณไปหลงรักหนุ่มคนหนึ่งขึ้นมา คุณก็สามารถเล่าเป็นภาษาอังกฤษว่า “I am smitten with those man who wear white shirt and sit opposite side with you.” ที่แปลว่า ฉันหลงรักผู้ชายที่ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวและนั่งฝั่งตรงกันข้ามกับเธอหน่ะ” หรือ อีกประโยคเตือนใจ เช่น “If you don’t want to be hurt like me, do not be smitten with anyone until you have learnt him and you can accept his dark side.” หมายความว่า “ถ้าคุณไม่อยากเจ็บปวดแบบที่ฉันเป็น อย่าไปหลงรักใครคนไหนจนกว่าคุณจะได้เรียนรู้เขา และ คุณสามารถยอมรับข้อเสียของเขาได้”
              ส่วนสำนวนที่ว่า “be into someone” นั้นก็จะเป็นการยกระดับความรู้สึกรักที่มากล้นขนาดที่อยากจะ เข้าไปอยู่ในตัวเขาเลยหล่ะค่ะ สำนวน be into someone จึงหมายความว่า “ชื่นชอบ, หลงใหล หรือ คลั่งไคล้” ค่ะ อย่างเช่น “My daughter is really into that Korean Boy band, she will join in every concert this band will show.” หมายความว่า “ลูกสาวของฉันคลั่งไคล้ในวงดนตรีหนุ่มเกาหลีนั้นเสียจริง ๆ เลย เธอไปร่วมดูในคอนเสิร์ตทุก ๆงานที่วง ๆ นี้จะไปแสดงเลยนะ” หรือ Don’t be so proud that anyone is always into you, you should practice your voice in order to attract them more.” หมายความว่า “อย่าภูมิใจมากนักที่ใคร ๆ ก็หลงใหลคุณเสมอ คุณควรจะฝึกฝนน้ำเสียงของคุณเพื่อที่จะดึงดูดพวกเขาได้มากขึ้นนะ” หรือบางครั้งเราก็สามารถใช้สำนวนนี้กับกิจกรรมที่เราโปรดปรานมาก ๆ ก็ได้เช่นกันนะคะ อย่างเช่น “He is so into mountain bike now.” แปลว่า “ตอนนี้เขาหลงใหลในการขี่จักรยานภูเขามาก ๆ เลยหล่ะ” 
               อีกสำนวนรักสุด ๆ ปานจะกลืนกินกันเลยก็คือ “under someone’s skin” ถ้าแปลตรง ๆ ตัวอักษรก็คือ ภายใต้ผิวของใครสักคน ซึ่งอย่างที่บอกว่าเป็นสำนวนที่เกี่ยวกับความรัก สำนวนนี้จึงสื่อว่า รักมากจนถอนตัวไม่ขึ้นค่ะ

แหล่งที่มา : http://www.salapanya.com
การใช้ May และ Wish ในประโยคอวยพรภาษาอังกฤษ
การใช้ May และ Wish ในประโยคอวยพรภาษาอังกฤษ

สงสัยกันบ้างหรือเปล่าค่ะ ว่าทำไมตอนเราร้องเพลงคริสต์มาส เราถึงร้องกันว่า We wish you Merry Christmas! แต่บางครั้งที่เราได้รับข้อความอวยพร เรากลับได้อ่านแต่ May you have … แทน แล้วถ้าเราอยากจะอวยพรฝรั่งขึ้นมา เราจะเลือกใช้ Wish หรือ May ถึงจะใช่ ถึงจะโดน หล่ะ คุณว่ามั๊ยค่ะ ถ้าคุณเองก็นึกสงสัยอยู่เหมือนกัน เรามาสรุปกันสักหน่อยนะ จะได้เข้าใจตรงกันค่ะ
              ถ้าจะว่ากันตามความหมายในการอวยพร ทั้ง wish และ May สามารถนำมาใช้ในประโยคอวยพรได้ทั้งคู่ค่ะ แต่สิ่งที่เราควรทำความเข้าใจกันใหม่ก็คือ โครงสร้างประโยคเมื่อเราต้องการใช้ wish ต่างหากค่ะ หากเราจะใช้ wish เราต้องเรียกประโยคตามนี้ค่ะ ประธาน + wish + คน + คำนาม นะคะ อย่างเช่น I wish you a success in your new job. หมายความว่า “ฉันขอให้คุณประสบความสำเร็จในงานใหม่นะ” หรือ We wish you the happiest couple of the year. หมายความว่า “เราปรารถนาให้คุณเป็นคู่รักที่มีความสุขที่สุดแห่งปีเลย” หรือ ในบางครั้งเราก็อาจจะนำ wish มาใช้ขึ้นต้นประโยคอวยพร อย่างเช่น Wishing you a great year. หมายความว่า “ขอให้ปีนี้เป็นปีที่ดีเริ่ดที่สุดของคุณเลยนะ” หรือ I’m wishing you a happy retirement. หมายความว่า “ฉันขอให้คุณมีชีวิตวัยเกษียณที่มีความสุขนะ”
             ส่วน May นั้น เรามักจะใช้ขึ้นต้นประโยคกันอยู่แล้วค่ะ ซึ่งก็ถูกต้องนะคะ แต่โครงสร้างประโยคที่เราน่าจะรู้กันไว้สักหน่อยก็คือ May + คน + คำกริยา ค่ะ ยกตัวอย่างก็เช่น May you have a cute kid soonest. หมายความว่า “ขอให้คุณมีลูกที่น่ารัก ๆ ในเร็ววันนะ” หรือ May they all are safe and be alive. หมายความว่า “ขอให้พวกเขาทั้งหมดปลอดภัยและยังมีชีวิตอยู่ด้วยเถอะนะ” หรือ ในบางครั้งเราอาจจะได้ยินฝรั่งบางคนชอบพูดว่า May god bless you. หมายความว่า ขอให้พระเจ้าคุ้มครองคุณ ซึ่งประโยคนี้ก็ใช้โครงสร้างประโยคแบบเดียวกันเลยค่ะ
            ขอแถมอีกนิดหน่อยนะคะ เพราะเราก็สามารถนำมาใช้ในการอวยพรได้แบบเดียวกันกับ May เลยค่ะ นั่นก็คือคำว่า hope ค่ะ หมายความว่า “คาดหวัง, ปรารถนา หรือ หวังว่า” โดยรูปประโยคนั้นจะเป็น Hope ต่อด้วยประโยคบอกเล่าแบบ Present simple tense ค่ะ ยกตัวอย่างเช่น I hope you have a good start in your own business. หมายความว่า “ฉันขอให้คุณมีจุดเริ่มต้นที่ดีในธุรกิจของคุณนะ” หรือ I hope you are younger and fresh all the time all the year. หมายความว่า “ฉันขอให้คุณดูอ่อนวัยและสดใสตลอดเวลาตลอดทั้งปีนะ” ทีนี้ ถ้าคิดอยากจะอวยพรใคร ก็เลือกใช้ตามชอบได้เลยนะ

แหล่งที่มา : http://www.salapanya.com
ตัวอย่าง ประโยคขอความช่วยเหลือ ในภาษาอังกฤษ
ตัวอย่าง ประโยคขอความช่วยเหลือ ในภาษาอังกฤษ

 ในโลกยุคดิจิตัลปัจจุบันหรือที่เรารู้จักมักคุ้นกันดีว่ามันคือโลกแห่งการสื่อสาร มือถือเป็นอุปกรณ์ที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตของมนุษย์เราเป็นอย่างมาก เมื่อสมัยมือถือออกมาใหม่ๆ ผู้เขียนยังจำได้ค่ะ รูปทรงเทอะทะใหญ่เหมือนกับกระติกน้ำดื่ม แต่มองยังไงก็รู้สึกว่า “แหม ไอ้เครื่องโทรศัพท์นี้มันเท่ห์จัง หากเรามีไว้สักเครื่องคงจะดี”
              การใช้งานมือถือในสมัยก่อนนั้น เป็นเพียงแค่การโทรออกและรับสาย คือใช้เพื่อการสื่อสารกันทางเสียงแค่เพียงอย่างเดียว หลังจากนั้นก็เริ่มพัฒนามาเป็นมือถือที่สามารถถ่ายรูปได้ , ดูโทรทัศน์ได้ จนมาถึงปัจจุบันที่มือถือสามารถใช้ในการติดต่อสื่อสารกันได้แบบเห็นหน้ากันทั้ง 2 ฝ่าย จนกระทั่งการใช้มือถือในการทำธุรกรรมทุกชนิด ดูแล้วชีวิตของเรานี่หมดไปกับการใช้มือถือได้ทั้งวันเลยล่ะ….และนี่คือที่มาของคำว่า สังคมก้มหน้า ที่แต่ละคนก็จะก้มมองหน้าจอมือถือของตนเอง ราวกับว่าโลกทั้งใบของเขาสามารถท่องเที่ยวได้ด้วยมือถือเครื่องเล็กๆบางๆเครื่องนั้นเพียงเครื่องเดียว
              บนรถไฟฟ้าที่แน่นขนัด ผู้คนแออัดยัดเยียด เพราะต่างคนก็ต่างใช้เวลาของตนเพื่อไปถึงจุดหมายให้ทันเวลา และขณะที่ทุกคนกำลังก้มมองดูหน้าจอมือถือของตนอยู่ ก็มีเสียงๆหนึ่งดังขึ้นมาว่า
              “Would you give me a hand?” แปลว่า คุณช่วยฉันหน่อยได้ไหมคะ
              เมื่อเงยหน้าขึ้นมา ก็เห็นหญิงสาวเจ้าของเสียงหอบข้าวของพะรุงพะรังและท่าทางจะหนักเอาการอยู่ คือ ผู้ร้องขอความช่วยเหลือ … ตามนิสัยคนไทยแท้ เมื่อมีคนขอความช่วยเหลือเราก็ต้องรีบถามกลับทันทีว่า
              “Could I help you please?” แปล ผมช่วยถือของให้คุณนะครับ
              “Thank you so much” แปล ขอบคุณมากค่ะที่ให้ความช่วยเหลือ  คือประโยคที่เราควรรีบตอบกลับทันทีที่ได้รับความช่วยเหลือ
               เราปฏิเสธไม่ได้เลยค่ะว่าการใช้ชีวิตประจำวันนี้อาจจะทำให้เรามองข้ามจุดเล็กๆหรือบางสิ่งบางอย่างที่ควรจะทำไปบ้าง แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราได้ยินคำร้องขอจากผู้อื่น สิ่งที่เราควรทำเป็นอันดับแรก คือ การแสดงน้ำใจตอบทันทีที่ได้ยินการขอความช่วยเหลือ สิ่งเหล่านี้นอกจากจะทำให้ผู้ขอความช่วยเหลือรู้สึกประทับใจแล้ว มันยังเป็นจุดเล็กๆที่ช่วยต่อเติมหรือช่วยสร้างสังคมใหม่ๆอันดีงามให้เกิดขึ้น เราเป็นเพียงจุดเล็กแต่หากทุกคนได้เริ่มช่วยกันหยิบยื่น จุดเล็กเหล่านี้จะกลายเป็นจุดใหญ่และกลายเป็นสังคมที่น่าอยู่ในที่สุด ดังนั้น ทุกครั้งที่ได้ยินประโยค “Would you give me a hand”? ให้เรารีบเข้าช่วยเหลือและตอบเขาไปว่า “Of course” คำตอบที่มีคุณค่าของเพื่อนร่วมโลกและการอยู่ร่วมกัน

แหล่งที่มา : http://www.salapanya.com

  คำว่า Wanna แปลว่าอะไร และ gonna, gotta แปลว่าอะไร

   คำว่า Wanna แปลว่าอะไร และ gonna, gotta แปลว่าอะไร
ผู้เขียนเป็นอีกคนหนึ่งที่ชื่นชอบคลั่งไคล้ศิลปินชื่อดังก้องโลกอย่างไมเคิล แจ็คสัน ผู้ที่ได้ฉายาว่าเป็น “King of Pop” ซึ่งมีหลายบทเพลงมากที่เป็นที่ชื่นชอบและโด่งดั่งไปทั่วโลก อีกเพลงหนึ่งที่ดังไม่แพ้ใครก็คือเพลง Wanna be starting something?
               ด้วยความที่สมัยยังเป็นเด็กเล็กๆ ดิคชันนารีที่เคยใช้นั้นเป็นฉบับภาษาอังกฤษและไม่ได้มีการบัญญัติความหมายของคำว่า wanna เอาไว้..แต่ด้วยความโชคดีที่มีญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งเรียนจบจากเมืองนอกและใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นนานหลายปีได้ให้ความกรุณาและความกระจ่างของความหมายคำว่า wanna ไว้ให้ได้เป็นความรู้ติดตัว
               Wanna นั้น แท้จริงแล้วเป็นภาษาพูด มาจากคำว่า want to แต่เมื่อเราพูดคำว่า want to เร็วๆ เสียงจะเพี้ยนและกลายเป็น wanna นั่นเอง
               เช่น เนื้อเพลงที่ได้ยกประโยคมาว่า “Wanna be starting something” ก็คือ “Want to be starting something” 2 ประโยคนี้ความหมายเดียวกัน เพียงแต่เขียนไม่เหมือนกันเพราะประโยคแรกเป็นภาษาพูด ส่วนประโยคถัดมา คือ ภาษาเขียน
               เราไม่นิยมใช้คำว่า wanna ในภาษาเขียน หากเปรียบเทียบก็เหมือนกับศัพท์วัยรุ่นทั่วไปที่เราใช้ในภาษาไทย เช่น คำว่า จริงหรือ จะใช้ในภาษาเขียน เราจะไม่ใช้คำว่า จริงดิ ในภาษาเขียน
               Wanna ยังสามารถได้เห็นและได้ยินทั่วไปในเนื้อเพลงต่างๆอีกมากมาย เช่น เพลงของ Jay C ในบทเพลง Forever Young ในเนื้อร้องที่ว่า “ Forever Young .. I wanna be forever young ..Do you really want to live forever .. forever and ever”
               นอกจากคำว่า wanna แล้ว ยังมีคำว่า gonna และ gotta ที่เพื่อนๆยังเคยเห็นตามเนื้อเพลงต่างๆอีกเช่นเดียวกัน ซึ่งคำว่า gonna นั้น มาจากคำว่า “going to” ยกตัวอย่างประโยค เช่น “I’m gonna go to the market because i wanna buy some food” หมายความว่า “ฉันจะไปตลาดเพราะฉันอยากไปซื้ออาหารสักหน่อย”
               ส่วนคำว่า gotta นั้นย่อมาจาก “I have got to…” แต่ภาษาพูดก็ใช้ประโยคสั้นๆว่า “I’ve gotta…” หรือบางคนอาจจะตัด Verb to have ออกไปจากเสียงเลยก็มีเช่นกัน เหลือแต่คำพูดสั้นๆว่า “I gotta…”
               ตัวอย่างประโยค “I’ve gotta go to the school because I wanna be the excellent student” แปลว่า “ฉันต้องไปโรงเรียนทุกวันเพราะฉันอยากจะเป็นเด็กที่เรียนเก่ง”
                การออกเสียงแบบนี้ก็แล้วแต่ความสะดวกหรือความเคยชินในการออกเสียงของแต่ละคนว่าจะพูดออกมาอย่างไร เพียงแต่ว่าการสื่อสารนั้นสามารถสื่อสารให้เข้าใจระหว่างกันได้ ก็ถือว่าเพียงพอและเป็นประโยชน์แล้ว หวังว่าเพื่อนๆจะสามารถนำคำว่า “wanna , gonna , gotta” ไปใช้ได้อย่างถูกต้องนะคะ

     แหล่งที่มา :http://www.salapanya.com

วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ภาษาอังกฤษสำหรับผู้เรียนต่างประเทศ

 


ภาษาอังกฤษสำหรับผู้เรียนต่างประเทศ


                    สำหรับคนไทยที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศหรือเรียนต่างประเทศ บทเรียนนี้มีคำศัพท์ภาษา             อังกฤษและบทสนทนาภาษาอังกฤษสำหรับการใช้ชีวิตประจำวันในต่างประเทศ เช่น บทสนทนา             ภาษาอังกฤษในการซื้อของ และประโยคภาษาอังกฤษอื่นๆ โดยผู้เรียนสามารถฟังตัวอย่างการ               ออกเสียงภาษาอังกฤษที่ถูกต้องโดยเจ้าของภาษา และฝึกอ่านภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้อง
            1. การซื้อของ (Shopping)
                     คำศัพท์และประโยคภาษาอังกฤษที่ใช้เวลาซื้อของ เหมาะสำหรับผู้เริ่มเรียนภาษาอังกฤษ            เพื่อการท่องเที่ยว ท่านจะสามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้องและออกเสียงได้เหมือนกับ              เจ้าของภาษา




         1. I am looking for some silk pillow cases. 

              ผม/ฉันกำลังมองหาปลอกหมอนผ้าไหมอยู่ ครับ/ค่ะ 


         2. Is this good quality? 

              ของคุณภาพดีหรือเปล่าครับ/คะ 

         3. Is this real silk? 


              ผ้าไหมแท้หรือเปล่าครับ/คะ 

         4. This is too expensive. 


              แพงจังครับ/ค่ะ 


         5. Do you have a name card? 

              คุณมีนามบัตรไหมครับ/คะ 





            2. ที่ทำการไปรษณีย์   (At the Post Office)

             บทเรียนนี้นำเสนอคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่เป็นประโยชน์เมื่อไปส่งไปรษณีย์หรือพัสดุ เช่น                  กล่อง (Box) สแตมป์ (Stamp) ค่าส่ง (Postage)



                        1. Package

                           พัสดุ

                        2. Letter

                          จดหมาย

                        3. Postcard

                          ไปรษณียบัตร

                        4. Customs declaration

                           ใบแจ้งนำเข้า

                        5. Express mail

                           จดหมายด่วนพิเศษ 

      3. ที่ร้านขายยา (At the Pharmacist)

                    คำศัพท์ บทสนทนาภาษาอังกฤที่ใช้ในร้านขายยา เหมาะสมสำหรับผู้ที่ต้องการเรียนภาษา          อังกฤ ษเพื่อการเดินทางและท่องเที่ยวในต่างประเทศ ตัวอย่างประโยค ไม่สบาย (I'm sick) ปวด            หัว (I have a headache) ปวดท้อง (I have a stomachache) นอนไม่หลับ (I can't sleep)                ท้องเสีย(I have diarrhea)


                        1. I'm sick 

                            ผม/ฉัน ไม่สบาย ครับ/ค่ะ

                        2. I have a headache

                            ผม/ฉัน ปวดหัว

                        3. I have a backache 

                            ผม/ฉัน ปวดหลัง

                        4. I have a stomachache 

                            ผม/ฉัน ปวดท้อง

                        5. I have heartburn 

                            ผม/ฉัน รู้สึกจุก


           4. ที่สถานีรถไฟ ( At the Train Station )

                     บทเรียนนี้นำเสนอคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่น่าสนใจและมีประโยชน์เกี่ยวกับสถานีรถไฟ                 เช่น ชั้นหนึ่ง (First Class) ตั๋ว (Ticket) เวลาออก (Departure Time)





                         1. Train

                             รถไฟ

                         2. Train station

                             สถานีรถไฟ

                         3. Ticket

                             ตั๋ว

                         4. Departure time

                             เวลาออก

                         5. Arrival time

                             เวลาเข้า

             5. ที่ห้าสรรพสินค้า (At the Department Store)


                      บทเรียนนี้นำเสนอคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่น่าสนใจและมีประโยชน์เกี่ยวกับการซื้อของ                  ที่ห้างสรรพสินค้า

             



                         1. Men's department

                             แผนกเสื้อผ้าผู้ชาย

                         2. Women's department 

                             แผนกเสื้อผ้าสตรี

                         3. Kid's department

                             แผนกเสื้อผ้าเด็ก

                         4. Book department

                             แผนกหนังสือ

                         5. Toy Department

                             แผนกของเล่น